เคยมีคน Request มา ขอให้เขียนประสบการ์เล่าเรื่องสัมพาดให้ฟังหน่อย
ติดไว้มานาน ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ไม่ได้สมัครที่เมืองไทยนะคะ
ขั้นตอนอาจจะไม่เหมือนที่กทม.ทั้งหมด แต่เนื้อๆก็คงไม่ต่างกันมาก
เราสมัครที่ลอนดอน เพราะตอนนั้นไปเรียนที่โน่นพอดี เร้วอยู่ในช่วงที่ไม่มีงานทำ เรียนคอร์สแรกก็จบเร้ว กะลังต่อวีซ่าและเรียนต่ออีกปี ใช้วิธี Apply online เหมือนที่เมืองไทยแหละค่ะ เร้วก็รอจดหมายเรียก ส่งไปแค่สามวัน ก็ได้จดหมาย Invitation มาเลยอย่างรวดเร็ว
พอได้จดหมายเชิญเริ่มตื่นเต้น
เพราะชุดสูทอะไรก็ม่ายมี จะซื้อใหม่ก็แพง ไม่อยากซื้อเร้วใส่งานเดียวเอง คิดว่าไม่คุ้ม จริงๆลืมคิดไปว่า ไปซื้อมาใช้ก่อน เร้วค่อยเอาไปคืนก็ได้ เพราะที่อังกิด อะไรๆก็ซื้อเร้วคืนได้ แต่ตอนนั้น ไม่ทันได้คิด เลยเอาเท่าที่มี ตามมีตามเกิดละกัน เผื่อสอบไม่ผ่าน จะได้ไม่ hurt มาก ว่าลงทุนไปเยอะแล้วยังตกรอบอีก เหอๆๆ เอาเท่าที่มีเร้วไปแบบสบายๆ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรอ่ะนะ งานนี้
เราพอจะมีเสื้อเชิ๊ตกับกระโปรงเรียบๆเหมือนชุดนักศึกษาอ่ะแหละ กับแจ๊กเก๊ตซึ่งเป็นผ้ายีนส์ เน็ทผมก็ไม่มี เลยรวบหางม้าธรรมดา ทั้งๆที่ตอนนั้นก็ผมยาวพอสมควร โชคดีเอาคัทชูเรียบๆสีดำจากเมืองไทยมาคู่นึง เลยไม่ต้องซื้อรองเท้าใหม่อีก พอดีวันนั้นเอามือถือถ่ายรูปชุดไว้นิดนึง เลยมีมาให้ดูกัน
 
หาเสื้อผ้าเท่าที่มี มาประกอบให้เป็นชุดเรียบร้อยพอไปสัมพาดได้ไม่น่าเกลียด
เราเลือกชุดขวามือใส่ไปวันสัมพาดวันแรก กรรมการบอกว่า ตอนถ่ายรูปต้องเอาผ้าพันคอออกด้วย เร้วก็แจ๊กเก็ตที่เป็นยีนส์ใส่ถ่ายรูปไม่ได้ แต่ใส่มาสัมพาดเค้าไม่ว่าอะไร ก็จบไปเรื่องชุด
ถึงวันสัมภาษณ์
เราก็ไปที่ รร. ตามที่เค้านัด มีเต่าไปส่งเป็นเพื่อน ในใจกลัวแต่เจอพวกหัวทอง british...snobbish เร้วเราจะฟังเค้าพูดไม่รู้เรื่อง ไปถึงกรรมการเปิดวีดีโอให้ดู มีคนที่โดนเรียกมาวันนี้ประมาณ 52 คน ดูวีดีโอเสร็จ ก็ให้ถามอะไรก็ได้ ก็ตอบข้อสงสัยกันไป งานนี้เราก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย นั่งฟังคนอื่นๆถามกันไป งานนี้มีเพื่อนเอเชียไม่ถึงสิบคน นอกนั้นก็หัวทอง หรือพวกบริติชอินเดียซะเยอะ
เสร็จจากวีดีโอ เค้าก็เรียกทีละคน ไปเอื้อมแตะจุดที่เค้ากำหนดไว้ประมาณสองเมตรนิดๆ ก่อนแตะเค้าก็ถามเรานิดหน่อย ว่าเราเรียนอะไรมา มีประสบการณ์ด้าน customer service มั่งไหม? เราก็แนะนำตัว บอกประวัติไปนิดหน่อย เพราะงานที่ทำมาก็เกี่ยวกับพวกนี้มาตลอดอยู่เร้ว เค้าก็จดๆ เอื้อมแตะเสร็จ ก็กลับไปนั่ง
เร้วก็เริ่มทำ group discussion แบ่งกลุ่มละสิบกว่าคน หัวข้อแรก ให้ถกกันว่า เรือแตก จะเอาอะไรไป แปดอย่าง ที่ไม่ใช่อาหารและน้ำ และห้ามพูดแค่ Yes. No. Ok. Its a good idea. I think so. โดยที่ไม่ได้เสนอไอเดียเราไปด้วย
เพื่อนในกลุ่มที่เป็นพวก native ก็เริ่มพ่นไฟ ฟังไม่ทันมันเลยยยยย จับใจความอะไรได้นิดหน่อย พวกนี้บางคนเค้าเป็นเพื่อนกันมา เลยคุยเร้วส่งบทกันเอง สร้างความลำบากให้เราอย่างแรงในการหาช่องดสียบ แต่จริงที่เค้าว่า คนผมบลอนด์นี่ มันจะไม่ค่อยฉลาด เพราะสิ่งที่เค้าเสนอกัน คืออะไรรู้ไหม? พวกนิตยสาร Magazine games ไป entertain คนต่อในเรือ เพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในเรือนานแค่ไหน? เรือแตก มันยังจะไป entertain คนต่ออีก งง??? ดีที่เค้าหมดมุขกัน เงียบกันทั้งกลุ่ม เราก็ฉวยช่วงชุลมุน เสนอว่า Is it a good idea to bring a torch light? So that we can see something at night time or it can be used as a signal to contact the others. เค้าก็อือๆ ดีๆ บอกให้คนจดๆไว้ด้วย เร้วก็หันไปคุยกันเองต่อเรื่องอื่น หลังจากนั้นเราก็ไม่มีโอกาสพูดอีกเลยจนกรรมการบอก times up คิดในใจ ไม่ได้แน่นอน มันพูดกันเป็นไฟ เราพูดได้แค่ประโยคเดียว

กรรมการให้ออกมารอนอกห้อง เราเลยลงมาหาเอ๋ที่ล๊อบบี้ คุณเต่าน่ารักมาก นั่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับไปไหนเลย (นี่คือข้อดีของคุณเต่า เพราะใจเย็น รอเราได้ทั้งวันไม่บ่นซักคำ แถมไม่เคลื่อนย้ายหนีเราไปไหนเลยด้วย น่ารักมากๆ เอารางวัลไป 1 ฟอด ) เราลงมาเจอบอกว่า เด๋วก็ได้กลับบ้านเร้ว โฮะๆๆ พูดได้แค่ประโยคเดียว แย่งเค้าพูดไม่ได้เลย ตกรอบแน่นอน คิดว่ามาขำๆละกัน
  
ได้เวลาที่กรรมการเรียกกลับห้อง เราก็เข้าไป เค้าก็บอกว่า เราจำเป็นต้อง Say goodbye to some of you. เราก็นึกในใจ เอาวะ...ประสบการณ์ ถือว่าได้กลับบ้านเร็ว เอ๋จะได้ไม่ต้องรอนาน เค้าก็ให้เดินไปหยิบซองที่มีชื่อตัวเองหน้าห้อง เราก็เดินไปหยิบ เปิดมา Congratulations! เฮ้ยยยยยย ได้ด้วยรึนี่ พูดไปนิดเดียวเอง
ตามความคิดเรา คิดว่าอย่างแรก เรารู้สึกว่าเค้าเอ็นดูเราอ่ะนะ เป็นเอเชียหัวดำ หน้าตาใสซื่อ (555 อันหลังนี่เติมเองสุดริด) คงจะเห็นใจ คิดว่าอีนี่ มันพูดได้แค่นี้ก็ดีแค่ไหนเร้ว โฮะๆๆ อีกอย่างคือ สังเกตุจากคนที่ตกรอบ เร้วเดินออกจากห้องไป ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อ้วนเกิน ผอมเกิน เตี้ยเกิน แตะไม่ถึง อะไรแบบนี้ อย่างน้อยดูภายนอกเราก็สมส่วน แตะถึง และไม่เป็นใบ้ 555 เค้าเลยให้รอดเข้ามา
  
จากนั้นเราก็โดนเรียกให้ทำข้อสอบภาษาอังกฤษ เพราะเราไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็น First Language ตอนนั้นมีกันแค่สี่คนที่ต้องทำข้อสอบ มีเรา สาวเกาหลี หนุ่มอิตาลี กะสเปนอะไรนี่แหละ จำชาติเค้าไม่ได้แระ
เนื่องจากสอบมานานมากเร้ว อย่าถามว่าข้อสอบเป็นยังงัย บอกได้แค่ไม่ยากมาก มี part ที่ให้เขียนด้วย เท่าที่จำได้ เราเขียนว่า จะเชิญใครมางาน เร้วคนๆนั้นมาไม่ได้ อะไรแบบนี้อ่ะค่ะ
สรุปว่า สี่คนที่ทำข้อสอบด้วยกัน ผ่านหมดทุกคน   
จากนั้นเราก็ไปรวมกับพวกที่อยู่ต่อ เพื่อทำ group รอบสอง คราวนี้เค้าแจกการ์ดให้แชร์กันอ่าน เร้วถกกันว่า ใน 8 คนนี้ จะเลือกใครเป็น Employee of the Month รายชื่อทั้งแปดเป็นพนักงานเอมิเรสต์ทั้งหมด แต่ไม่ใช่ลูกเรืออย่างเดียว มีพนักงานออฟฟิศด้วย กลุ่มเราเริ่มพูด ทั้งๆที่เรายังอ่านไม่จบแปดคนเลย ว่าเค้าทำความดีอะไรกันมั่ง เราก็เริ่มประหม่า จะออกไอเดียว่าอะไรดี ตื่นเต้นเร้วหัวมันตันๆ คิดอะไรไม่ค่อยออก เค้าก็พยายามออกไอเดียวกันว่า คนไหนดีกว่าคนไหน ด้วยเหตุผลอะไร เท่าที่จำได้ จะมีลูกเรือช่วยชีวิตเด็ก ตอนไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบ, พนักงานฝ่าย stationary ช่วย save cost ของบริษัทได้เป็นล้านๆ อะไรแบบนี้เราก็ฟังเพื่อนๆไม่ค่อยทัน ว่าเค้าคุยไปถึงไหนเร้ว แต่ที่จับใจความได้ รู้สึกว่าเค้ากะลัง ranking กัน ว่า
ให้คนนี้เป็น No 1
No 2 is
ส่วนคนนี้เราก็ให้เป็น No. 3
เราก็อ่านโจทย์ มันบอกว่า ให้ award someone. ตอนนั้นเรานั่งข้างๆ Richard เป็นฝรั่งบริติชนี่แหละ (จำชื่อฮีโร่ของเราได้ดีเลย) เราก็หันไปกระซิบถามเค้าว่า ยู ช่วยชั้นอ่านโจทย์หน่อยสิ ชั้นว่าเค้าให้เราเลือกใครคนใดคนหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่ ranking
Richard เป็นคนดีมาก ช่วยเบรคคนในกลุ่มว่า Guys, our friend has a good idea to share. Lets listen to her. เค้าก็โยนบทมาให้เรา เราเลยบอกว่า ตามความคิดเรา ถ้าเราอ่านโจทย์ดีๆ เหมือนกับเค้าต้องการให้เราเลือกใครคนใดคนหนึ่ง ที่จะเป็น Employee of the month นะ ไม่ใช่ ranking แบบที่เราทำกันอยู่ ทุกคนก็อื้อๆ จริงด้วย แต่เราก็พูดได้แค่นั้นจริงๆ เพราะหลังจากนั้น เค้าก็พูดกันต่อจนสรุปเลือกมาได้คนนึง
ตอนนั้นนึกในใจ ขอบคุณ Richard มาก ถ้าเค้าขโมยไอเดียเรา เร้วไปพูดเอง เราก็คงแห้วแน่งานนี้ คงพูดอะไรไม่ออกอีกเลย และคงตกรอบแน่นอน
รอบนี้เริ่มมั่นใจ ว่าน่าจะผ่าน เพราะอย่างน้อยเราก็ได้พูดเยอะขึ้นกว่าคราวที่แล้ว และเราก็โชว์ให้เค้าเห็นว่าเรา Attention to instruction ด้วยนะ โฮะๆๆๆ รู้สึกว่าตัวเองทำคะแนนไปได้นิดหน่อย
แล้วพวกเราก็ออกมารอผลเหมือนเดิม กรรมการบอกว่า one more goodbye อีกกลุ่มผ่านกันยกกลุ่ม แต่กลุ่มเราตกสองสามคน หนึ่งในนั้นเป็น Ex-Crew ด้วย แต่ตอนคุยกัน ชีดูหยิ่งๆ ดูไม่เต็มใจอยากร่วมสนทนากะคนอื่นเค้าเท่าไหร่ พูดก็เบาจนเราต้องถามเค้าว่า Excuse me, can you speal louder please? ตอนเปิดซองรู้ว่าตัวเองตกรอบ ดูหน้าชีช๊อคไปเหมือนกันว่าชีไม่ผ่าน เพราะฉนั้น จะบอกว่า เจอ Ex-Crew ก็อย่าไปกลัวเลยค่ะ เค้ามีสิทธิ์เท่าเราอ่ะแหละ ตกรอบได้เหมือนกัน ให้คิดว่าเราแข่งกะตัวเองจะดีกว่า คิดว่าเราจะสามารถ present ตัวเองให้กรรมการเค้าเห็นได้มากแค่ไหนดีกว่า เราเปิดซอง ก็ได้ Congrat อย่างที่คาด จากนั้นก็ต้องอยู่รอทำข้อสอบจิตวิทยา และกรรมการก็จะบรีฟเรื่องสัมภาษณ์ตัวต่อตัววันไฟนอล ซึ่งมีให้เลือกสองวัน รู้สึกรอบนี้จะเข้ากันมาทั้งหมด 17 คน เราเลือกวันที่สอง คนสุดท้ายเลย จะได้มีเวลาเตรียมตัวเยอะๆ
สรุปวันนั้น อยู่ที่ รร. ทั้งวัน มีเอ๋เป็นพี่เลี้ยงนางงาม อยู่เป็นเพื่อน หาของกินให้ทั้งวัน ขอบคุณนะคะ
วันไฟนอลต้องเอารูปเต็มตัวมาด้วย กรรมการแค่บอกว่า สูทที่ยูใส่มา ใส่ถ่ายรูปไม่ได้นะ เพราะมันเป็นผ้ายีนส์ เราก็โอเค เรื่องถ่ายรูปนี่ก็เป็นอะไรที่วุ่นวายมาก กว่าจะได้รูปแบบที่เค้าอยากได้ หมดไป 100 GBP เจ้าค่า รอบแรกถ่ายในสตูดิโอ 45 GBP รูปออกมาไม่ได้เรื่องเลย เห็นรูปเร้วอยากร้องไห้ ที่ร้องนี่เพราะเสียดายเงิน ถ้าอยู่เมืองไทยห้าร้อยบาท ยังได้ภาพดีกว่านี้เยอะอ่ะ เอ๋พยายามปลอบใจว่ารูปก็ดูโอเร้วนะ เค้ายังบอกว่า ถ้าคุณยายเห็น (เป็น Host Family ของเรา) คุณยายก็ต้องบอกว่าสวยเร้ว แต่พอคุณยายดูภาพ แกยังบอกว่า นี่ไม่เหมือนยูเลย ถ่ายไม่สวยเลย แง๊.....คุณยายจริงใจจิงๆเลยยยย คุณยายหมายความว่า ตัวจริงนู๋สวยกว่านี้ใช่ไหมคะ?

เราเลยให้เอ๋ถ่ายให้ใหม่ ถ่ายเองที่บ้านคุณยายนี่แหละ ห้องรับแขกเป็นผนังสีขาว เอารูปที่แขวนข้างฝาออก รอยดำๆที่ผนังก็ไปรีทัชเอา ชุดสูทก็ยืมคุณยายมา เอามากลัดข้างหลัง เร้วก็ถ่ายตามมีตามเกิดจริงๆ รูปที่เอ๋ถ่ายให้ ดูดีกว่ารูปที่ถ่ายในสตูดิโออีก คุณยายยังชมเลย เราเลยตกลงใช้รูปเซ็ทนั้น เอ๋เอาไปให้ร้านรีทัชให้ หมดตังค์ไปอีกนิดหน่อย

รูปที่เอ๋ถ่ายให้ เร้วเอาไปให้ร้านรีทัชให้อีกที เพราะมีผมเกินมา เร้วก็ตัดตัวเลขวันที่ออก
ทำหน้าเด้งเนียนอีกนิด คุณยายยังชมว่า สวยกว่ารูปที่ถ่ายในสตูดิโอเยอะเลย
ผ่านไปอาทิตย์นึง ทางดูไบโทรมา บอกว่า ได้รับเอกสารแล้ว แต่จะบอกว่า กระโปรงมันสั้นเกินไป ให้ใส่กระโปรงยาวกว่านี้ เร้วก็ส่งรูปมาใหม่ เราก็แอบดีใจ ถามเค้าว่า นี่คือผ่านเร้วใช่ไหม? เสียงปลายสายบอกว่า โน........ยังๆๆ กะลังจะทำ profile เสนอคนที่มีอำนาจตัดสินใจ แต่ยังไม่กล้าเสนอของเราไป เพราะกระโปรงมันสั้นเกินมาตรฐาน เราก็เลยถ่ายใหม่ ใช้ชุดเดิม โลเกชั่นเดิม แต่ดึงกระโปรงลงมาให้มันอยู่แค่เข่า ถ่ายเสร็จก็ส่งไป เสียค่าอัดรูปอีกนิดหน่อย ใช้เวลาอีกเป็นอาทิตย์ เค้าก็โทรกลับมาอีก คราวนี้บอกว่า ได้รับรูปแล้ว กระโปรงใช้ได้เร้วนะ แต่ขาดที่พื้นมันไม่สีเดียวกับผนัง (บ้านคุณยายเป็นพื้นไม้) เราก็แอบเซ็ง เร้วตอนโทรมาครั้งแรก ทำไมไม่บอกทีเดียวฟระ??????
สุดท้ายเราก็ต้องวิ่งไปถ่ายในสตูดิโออีกรอบ แต่คราวนี้ได้สตูดิโอที่ถูกลงกว่าเดิมมาก เค้าคิดเราแค่ 10 GBP ค่าถ่ายรูป ส่วนค่าอัดรูปก็ต่างหาก คราวนี้รูปออกมาพอไหว น่าจะมาที่นี่แต่แรก ก็จบเรื่องแระ ใครจะสอบที่ลอนดอน แนะนำให้ไปร้าน Snappy snap ตรง Bayswater แถวร้านเป็ด four season นะคะ ร้านนี้จะถูกและบริการดีค่ะ เราไปเรื่องมากกะเค้าเรื่องรูป ให้เค้าแต่งรูปให้ เค้าก็ทำตามให้ตามที่ขอ ยังแอบแซวเราว่า ได้งานเร้วอย่าลืมเอาช๊อคโกแล๊ตมาให้เค้าด้วยนะ อืม...ลืมไปเลย ทุกวันนี้ยังไม่เคยกลับไปที่ร้านอีกเลย

สัมภาษณ์รอบสุดท้าย

แต่งตัวแต่งหน้าไปสัมพาดวันสุดท้าย ใส่เสื้อคอเต่าเพราะมันหนาว
เร้วก็ทับด้วยแจกเก๊ตยีนส์สีขาวอีกที
ส่วนเรื่องสัมภาษณ์รอบสุดท้าย จำไม่ได้ว่าเค้าถามอะไรมั่ง แต่ส่วนใหญ่ก็คุยเรื่องปัญหาเรื่องงานที่มี ทั้งกับลูกค้าและกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งกะเจ้านาย แล้วเรามีวิธีจัดการกับปัญหาพวกนี้ยังงัย ตอนนั้นโม้อะไรไปมั่ง จำไม่ค่อยได้แระ ก็เล่าประสบการณ์จริงมั่ง ไม่จริงมั่ง ตอนนี้เหลือแค่เรากะกรรมการสองคน เราพูดไป เค้าก็จดทุกคำพูด จำได้ว่า มีคำถามนึง เหมือนเราตอบไม่ตรงคำถาม กรรมการก็ใจดี ไม่บอกว่า เราตอบไม่ตรงคำถาม เค้าบอกว่า โอเค I will repeat the question again. ตึ๊ง....กรูตอบอะไรไปวะนั่น โฮะๆๆ
จากนั้นก็นอนรอผลไปอีกสามอาทิตย์ได้
หกโมงเช้าที่อังกิด ทอสับดัง เรายังงัวเงียอยู่บนเตียง แอบฉุน ใครโทรมาแต่เช้าฟระ??? ปรากฎว่าเป็นเบอร์ที่ดูไบอีกแระ ในใจแอบคิดว่า รูปจะใช้ไม่ได้อีกรึ??? หมดตัวเร้วนะเฟ้ยยยยยย แต่คราวนี้เค้าบอกว่า Congratulations ยูผ่านสัมภาษณ์ เราก็แอบกรี๊ดดดดดดดดดดดในใจ เค้าบอกว่า เราจะต้องตรวจร่างกาย ถ้าผ่านก็จะได้บินมาเริ่มเทรนที่ดูไบ เร้วถามว่าเราจะบินจากลอนดอนหรือจากเมืองไทย เราก็บอกว่า เมืองไทยแน่นอน เพราะชั้นมาที่นี่แค่มาเรียน และคงกลับไปตรวจร่างกายที่บ้านชั้น รีบวิ่งลงมาปลุกคุณยาย บอกข่าวดี คุณยายน่ารักมาก กอดเราดีใจด้วยกันใหญ่เลย ตอนนั้นเมสเสจไปบอกเอ๋ เอ๋ตอบกลับมาสั้นๆว่า Congratulations na krub เหมือนไม่ดีใจกับเราเท่าไหร่ มารู้ทีหลัง เต่าแอบเสียใจ ที่เราจะย้ายไปดูไบ จะไม่ได้อยู่ต่อที่อังกิดแล้ว
เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก ตอนนี้ก็อยู่ดูไบมาปีครึ่งเร้วค่า ประสบการณ์ที่มีก็เอวัง ประการะฉะนี้ หวังว่ามีประโยชน์มั่ง ไม่มีมั่งก็อย่าถือสา ที่ได้มา ยังรู้สึกว่ามันฟลุคๆ รึเปล่า? สมัครแอร์ก็คงต้องพกดวงมาด้วยล่ะมั้ง เพราะงั้นถ้าเราพูดมาก แต่ตก คนพูดน้อย แต่ได้นี่ อย่าไปคิดมากเลยค่ะ สำคัญว่าวันนี้มันเป็นวันของเรารึเปล่า?
สาวเกาหลีที่สอบพร้อมเรา ตอนทำกรุ๊ปรอบสอง ไม่เห็นจะพูดอะไรเลยยยยยย ไม่เห็นออกความคิดซักประโยค แต่เราก็มาเจอเค้าที่ดูไบอ่ะนะ บอกตามตรงว่ายังตกใจ ว่าชีรอดเข้ามาด้วยเหรอ? ถ้าจะให้แนะนำ จะบอกว่า เอาเวลาที่จะห่วงเรื่อง ตุ้มหู ทรงผม สีชุด ไปเน้นเรื่องสัมภาษณ์หรือเรื่องภาษาดีกว่านะคะ ไม่ใช่ว่า Grooming ไม่สำคัญ แต่เรื่องพวกนี้ ใครๆก็ทำดีได้ไม่ยาก แต่การ present ตัวเองกะภาษานี่สิ ฝึกยากกว่านะคะ ใครที่ห่วงแต่เรื่องว่า จะใส่สีอะไร ต้องทาปากแดงไหม? กระเป๋าจะใช้แบบไหน? อะไรแบบนี้ เอาใจไปใส่เรื่องอื่นด้วยจะดีกว่าค่ะ ที่นี่ชอบคนมีกึ๋นมากกว่าคนสวยค่ะ บอกได้แค่นี้
ส่วนเรื่องดัดฟันยังไม่เอาออก มีเขี้ยว มีฟันเก ฟันห่าง, Toeic ไม่ถึง, ยังเรียนไม่จบ, เอื้อมแตะไม่ได้ เรื่องพวกนี้ อะไรแก้ได้ก็แก้ค่ะ อะไรแก้ไม่ได้ก็เสี่ยงดวงดู ถ้าคุณดีจริงๆ และเค้าต้องการคุณจริงๆ เค้าก็อาจจะรอได้อ่ะค่ะ แอร์ที่นี่ฟันไม่สวยก็มี มีเขี้ยวก็มี มีทุกแบบอ่ะค่ะ เราก็พูดยาก ว่าเค้าชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน? เอาเป็นว่า มีใจอยากจะสมัครก็สู้ๆไปเลยค่ะ ดับเครื่องชนดูซักตั้ง ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็คือประสบการณ์ ไม่ลอง ไม่รู้ค่ะ
ส่วนเรื่องไปเรียนคอร์สสมัครแอร์ จะบอกยังงัยดี ว่าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่เลย เพราะการที่เมืองไทยมี รร. สอนมานี่แหละ ทำให้คนสมัครมาเหมือนกันหมดยังกะฝาแฝด แถมคนสมัครก็จำนวนมากมายเพียงนั้น คงไม่แปลกที่เค้าต้องอาศัย Agency ในการช่วย Pre-Screen ให้ก่อน กรรมการจากดูไบ อย่างมากก็ส่งไปประเทศละสองคน เอามาคัดคนพันสองพันคน ที่เป็นเหมือนฝาแฝดกันหมด คงดูว่าใครดีกว่าใครยาก เพราะงั้นมันก็เหมือนเกมส์วัดดวง จับฉลากกว่าใครจะได้อยู่หรือไป ถ้าตกรอบนี่ก็ไม่ต้องโทษตัวเองเลย สงสัยต้องโทษดวงมากกว่า
กรูมมิ่งของพวกต่างชาติ เค้ายังไม่เป๊ะมากขนาดเด็กไทย เน็ทผมไม่มี บางคนผมยาวหยิกฟู ยังไม่รวบด้วยซ้ำ ปล่อยสยายมาเลย รองเท้าแค่รัดส้น เปิดหน้า เปิดหลังมั่ง ก็ยังผ่านเลย
เราก็ไม่รู้ว่ารร.ประเภนี้เค้าสอนอะไรมั่ง ถ้าเรียนเร้วได้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นก็ดี แต่ถ้าตอบกันมาเป็นแพทเทินแบบเหมือนตอบคำถามนางงาม มันก็คงดูไม่เป็นธรรมชาติเป่า??? เราก็ไม่ได้แอนตี้รร.พวกนี้เลยนะ เห็นแอร์ที่นี่ บางคนก็จบคอร์สพวกนี้มาเหมือนกัน แต่ค่าเรียนเห็นว่าแพงแสนแพง ถ้าได้ถือว่าคุ้ม แต่ถ้าไม่ได้เนี่ย วิชาพวกนี้ จะเอาไปประกอบอาชีพอื่นอะไรได้มั่งรึเปล่า? เราว่าบุคลิกบางอย่าง เราฝึกเองหน้ากระจก เร้วให้เพื่อนหรือคนที่บ้านวิจารณ์ก็ได้ คำถามก็หัดคิดๆเล่นๆ ว่าเจอถามแบบนี้ จะตอบยังงัย ตอบที่มันเป็นแบบของเราอ่ะค่ะ เจอกรรมการจริงๆ เราอาจจะพูดได้เป็นธรรมชาติกว่าแพทเทินที่เรียนมารึเปล่า?
เอาเป็นว่า ใครจะสมัครก็ขอให้โชคดีค่ะ ยังไม่อยากทำตัวเป็นเจ๊ดัน เหมือนเชี่ยวเรื่องสมัครมากมาย เพราะเราก็ได้แค่แนะนำอะไรเล็กๆน้อยๆ ประสบกานก็ตามนี้อ่ะนะ แต่ถ้าใครมีคำถาม ถามได้เลยค่ะ ถ้าตอบได้จะช่วยตอบให้ ขอตอบทางหน้าไดนี้นะคะ เพราะคนที่ทิ้งเมลให้มา พอคลิกอีเมลเร้วจะส่งไปหา เครื่องมันชอบแฮงค์ เพราะโปรแกรม Outlook ในเครื่องนี้มันป่วยๆอ่ะ
วันนี้ใช้เวลาเขียนนานมากกกกกกกกกก
ขอพอแค่นี้ก่อนนะคะ จะไปแชกกะผู้ชายแระ อิอิ
พรุ่งนี้เช้าตรู่ไปบิน Damuscus เห็นโค้ดเมืองเร้วคิดว่าเป็น Dammam
เบ๊อะอีกเร้วเรา.....บินมาตั้งนานยังจำโค้ดไม่ได้ซะที เหอๆๆ
ส่วนเรื่องของฝากจากแม่ เด๋วขอทำรูปก่อนละกันค่ะ
บะบาย คน(ที่อดทน)อ่าน
จุ๊บๆ คนเม้นท์
  
|